ผ่ามาตรการเยียวยา”รัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน?

250

เมื่อ ‘โควิด-19’ คืบคลานเข้าสู่เมืองกรุง ตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อทะยานหลักพัน ต้องสั่งปิดห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในที่ไม่จำเป็น ลูกจ้างว่างงาน พ่อค้าแม่ค้ารายได้หดหาย ซึ่งที่พึ่งในยามนี้ คือ เงินเยียวยา 5,000 บาท

พิษร้ายจาก ‘โควิด-19’ สร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยแบบไม่เลือกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ จนถึงลูกจ้างรายเดือนและรายวัน คนหาเช้ากินค่ำ หากใครยังทนไหวก็กัดฟันแบกภาระพยุงกันต่อไป ส่วนคนที่ทนไม่ไหวก็ต้องจำใจปาดน้ำตาขึ้นป้าย “ปิดชั่วคราว” หรือแม้กระทั่ง … “ปิดกิจการ”

จากมาตรการเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน ที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 3 ล้านคน ภายใต้งบกลางไม่เกิน 4.5 หมื่นล้านบาท แต่แล้วเพียงเปิดลงทะเบียนไม่กี่นาที คนแห่ลงทะเบียนขอรับสิทธิจนต้องปิดระบบชั่วคราว จนต้องขยายมาตรการเพิ่มเป็น 9 ล้านคนในเวลาต่อมา

คำถามคือ 3 ล้านคน 3 เดือน ใช้เงิน 4.5 หมื่นล้านบาท และเมื่อเพิ่มเป็น 9 ล้านคน ต้องใช้เงินเท่าไร?

หากคิดง่ายๆ ประชาชน 9 ล้านคน คนละ 5,000 บาท เท่ากับต้องใช้เงิน 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาทที่ว่านี้ มันคือ งบกลางที่จะใช้เยียวยาในช่วงเวลา 3 เดือน

ดังนั้น คิดง่ายๆ ต่อมาได้อีกว่า เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเพิ่มเป็น 9 ล้านคน ก็เท่ากับว่างบกลาง 4.5 หมื่นล้านบาท จะใช้ได้เพียงแค่ “1 เดือน” เท่านั้น

คำถามต่อมาคือ “รัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน?” ในเมื่องบกลางฉุกเฉินที่เหลืออยู่มันหมดไปแล้ว

และการเยียวยา 9 ล้านคน ครอบคลุมและเพียงพอแล้วหรือไม่?

“ประชาชนที่ควรได้รับการช่วยเหลือเยียวยาในชั้นต้นด้วยมาตรการ 5,000 บาทต่อเดือน อยู่ที่ 24 ล้านคน”

ตัวเลข 24 ล้านคนนั้น มาจากการประเมินของ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

แล้ว 24 ล้านคน ประเมินมาจากอะไร?

นายกรณ์ อธิบายให้กับ ‘ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์’ ฟังว่า 24 ล้านคน มาจากประชาชน 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มเป้าหมายเดิมของรัฐบาล คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงานอิสระ ซึ่งผู้ใช้แรงงานอิสระก็มีอยู่ 3 ประเภท แบ่งเป็น ผู้ใช้แรงงานอิสระที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39, มาตรา 40 รวมแล้วประมาณ 5 ล้านคน และยังมีผู้ใช้แรงงานอิสระอย่างเช่น พ่อค้าแม่ค้า คนขับแท็กซี่ คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกประกันสังคมในมาตรา 39 หรือ 40 อีกประมาณ 7 ล้านคน โดยรวมในส่วนของผู้ใช้แรงงานอิสระ 12 ล้านคน แน่นอนว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่รายได้ต่ำแต่ก็เป็นส่วนใหญ่ และทุกคนก็เดือดร้อนหมดตอนนี้ก็ปฏิเสธกันไม่ได้”

กลุ่มที่ 2 เกษตรกร มีประมาณ 12 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลเองก็บอกว่ามีมาตรการอื่นที่ดูแลเกษตรกร โดยมาตรการหลัก คือ ประกันรายได้ แต่เกษตรกรที่อยู่ในโครงการประกันรายได้อยู่ที่ 8 ล้านคน เพราะฉะนั้น มี 4 ล้านคน ที่ไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล อย่างน้อยที่สุด 4 ล้านคนนี้ ควรอยู่ในเกณฑ์ที่รับสิทธิ 5,000 บาทได้

กลุ่มที่ 3 ลูกจ้างตามมาตรา 33 ซึ่งไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ 5,000 บาทเลย มองว่ายังมีลูกจ้างที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ง่ายๆ คือ กลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งใน 12 ล้านคนที่อยู่ในมาตรา 33 โดยรวม มีลูกจ้างที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์เสียภาษีอยู่ 8 ล้านคน กลุ่มนี้อาจไม่ได้ถูกปลดออกจากงาน แต่ก็ถูกลดเงินเดือน ถูกตัดเงินล่วงเวลา หรือลางานโดยไม่รับเงินค่าจ้าง (Leave without pay) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบริการ ที่ทำงานวันเว้นวันบ้าง ซึ่งทำให้รายได้ลดลง

พอมี 24 ล้านคน ก็ต้องมานั่งคิดต่อไปว่า “ต้องใช้เงินเท่าไร?”

ถ้าคำนวณ 24 ล้านคน ที่ต้องได้รับการดูแลในมาตรการ 5,000 บาทต่อเดือน รัฐบาลจะต้องใช้เงินเดือนละ 1.2 แสนล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน เท่ากับ 3.6 แสนล้านบาท

คำถามสุดท้ายคือ “เงินมาจากไหน?”

หากฟัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่แถลงศูนย์โควิด-19 ในวันที่ 3 เมษายน 2563 ก็พอจะได้คำตอบคร่าวๆ ว่า เงินที่จะใช้มาเยียวยาประชาชนมาจาก 2 ส่วน คือ ‘งบประมาณ’ ที่อาจจะใกล้เคียง 10% ของงบประมาณที่ใช้ได้ และ ‘กู้ยืม’ ที่จะมาในรูปแบบการออก พ.ร.ก. ซึ่งคาดว่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 เมษายน 2563

ขณะที่ มุมมองของ ‘กรณ์’ เห็นว่านอกจากงบกลางฉุกเฉิน 4.5 หมื่นล้านบาทแล้ว 10% ที่ปรับลดจากงบประมาณปี 2563 ก็จะเป็นเงินอีกส่วนที่จะมาใช้เยียวยาประชาชนได้ และเพียงพอมากเสียด้วย หากทุกกระทรวงพร้อมใจกันคืนงบส่วนนั้นมา

“หากลองย้อนกลับไปดูช่วงมกราคม นายกรัฐมนตรีเองก็มีการส่งสัญญาณให้กับหน่วยราชการว่า ให้หาวิธีที่จะคืนงบมา 10% แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีแม้แต่หน่วยราชการเดียวที่คืนงบมาแม้แต่ 1 บาท”

‘กรณ์’ ย้ำอีกว่า งบประมาณปี 2563 มีการร่างมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเป็นคนละสถานการณ์ ดังนั้น ในเมื่อตอนนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดูแลประชาชน รัฐบาลจึงมีหน้าที่ที่จะต้องไปปรับแผนการใช้เงินและโอนกลับมาจากโครงการที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเอามาช่วยเหลือประชาชน และควรที่จะต้องรีบทำเดี๋ยวนี้

“10% ก็ 3.2 แสนล้านบาท บวกกับงบฉุกเฉินที่มีอยู่ 4.5 หมื่นล้านบาท พอเลยที่จะดูแลคนได้ทั้ง 24 ล้านคน”

ในส่วนการออก พ.ร.ก. นั้น ‘กรณ์’ มองว่า หากจะออก พ.ร.ก. เลย โดยที่ไม่มีความพยายามในการเกลี่ยงบประมาณมาใช้ในเรื่องจำเป็น ก็จะเป็นการบริหารงานงบประมาณและภาษีของประชาชนที่ไม่ดีพอ

เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เอางบมาจากงบประมาณปี 2563 ก่อน

และเมื่อหากถึงเวลาที่การแพร่ระบาด ‘โควิด-19’ คลี่คลาย ก็อย่าเพิ่งวางใจ เพราะพิษร้ายของมันยังคงเกาะกินและต้องการการเยียวยารักษาฟื้นฟูต่อเนื่องไปอีก ซึ่งหลายๆ ฝ่ายมีการคาดการณ์ว่าอาจลากยาวถึงปี 2564 เลยก็ว่าได้

“งบปี 2564 ต้องคิดเผื่อไว้เลย ต้องลองคิดภาพว่า เดือนตุลาคมสถานการณ์ของบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จะต้องมีการฟื้นฟูอีกมากมาย เรื่องนี้ยังไม่จบหรอก ถึงแม้ว่าเราจะชนะไวรัสได้แล้ว แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่ตามมายังไม่จบแน่นอน”

ถามว่า “งบปี 2564 ที่ร่างตั้งแต่ปีที่แล้ว และรัฐบาลพิจารณาอนุมัติไปเดือนมกราคม ซึ่งวันนั้นยังไม่ได้เจอวิกฤติโควิด-19 มีการออกแบบเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและปัญหาที่จะตามมาหรือไม่?”

ตอบได้เลยด้วยความมั่นใจว่า “ไม่”

‘กรณ์’ แนะว่าในสถานการณ์ที่เป็นวิกฤติเช่นนี้ รัฐบาลควรนำงบประมาณปี 2564 มาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อย่าปล่อยไปเรื่อยๆ

อย่างที่บอกในตอนต้นว่า พิษร้าย ‘โควิด-19’ ระบาดไม่เลือกระดับชั้น นอกจากลูกจ้างที่ต้องการเงินเยียวยา ก็ยังคงมีกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กอย่าง SMEs ที่ต้องเผชิญกับการตัดสินใจว่าจะหยุดหรือไปต่อ

ซึ่ง ‘กรณ์’ มองว่า การพักหนี้ยังคงไม่เพียงพอสำหรับ SMEs รัฐบาลควรพิจารณาเข้ามารับภาระดอกเบี้ยแทน

“ลองคิดดูว่า SMEs ในประเทศไทยมี 2.5 ล้านราย เฉลี่ยหนี้ของ SMEs อยู่ที่รายละ 2 แสนบาท เท่ากับมูลหนี้โดยรวมของ SMEs เท่ากับ 5 แสนล้านบาท สมมติมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 7% นั่นหมายความว่า ภาระดอกเบี้ยของ SMEs ทั้งหมดในระบบ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาทต่อเดือน หากรัฐบาลจ่ายแทนก็จะใช้เงินประมาณหมื่นล้านบาท ไม่ได้เกินกำลังของรัฐบาล”

ถ้า SMEs ล้มกันไปหมด
เศรษฐกิจก็พัง

“SMEs สายป่านสั้น ถ้าให้เป็นเครดิตภาษีไม่ได้ช่วยให้ SMEs มีเครดิตในมือวันนี้ รัฐบาลแทนที่จะให้ในอนาคตด้วยการหักภาษีอาจจะต้องจ่ายให้ในตอนนี้เลย อาจไม่ต้องถึง 100% แต่ 75% ก็ยังดี”

การบาดเจ็บด้วยพิษ ‘โควิด-19’ เป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่ได้อยากเผชิญ แต่เมื่อเผชิญแล้ว นาทีนี้รัฐบาลควรต้องรีบแก้ไข หากยังปล่อยไว้ไปเรื่อยๆ หรือคิดช้าทำช้า อาจมีคนบาดเจ็บล้มตายระหว่างทางไปอีกหลายราย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ติดตามเราได้ที่ช่องยูทูป